คงจะดีไม่น้อย ถ้าคุณรู้ว่า โฆษณาที่ไหน แล้วได้กำไร

หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คนมักจะสงสัย การตลาดออนไลน์เป็นที่นิยมขนาดนี้ในปัจจุบัน

จะเลือกโฆษณาที่ไหนดี จะเจาะกลุ่มเป้าหมายไหนดี

คุณอาจจะมีไอเดียในการทดสอบโฆษณาเต็มไปหมด

คงจะดีถ้าคุณรู้ว่าลงโฆษณาที่ไหนแล้วกำไร ลงที่ไหนขาดทุน

เพราะคุณจะได้เลือกเฉพาะที่ที่ทำเงิน แม้ว่าค่าใช้จ่ายอาจจะแพงกว่าก็ตาม

สำหรับคนที่ไม่เคยรู้ว่า เราสามารถหาสื่อในฝันได้จริงๆ ลองติดตามอ่านกันครับ

Google Analytics เครื่องมือฟรีที่มีดีกว่าที่คิด

และสำหรับการวัดผลครั้งนี้ คุณสามารถใช้เครื่องมือฟรีๆ อย่าง  Google Analytics

มาทำการวัดผลสื่อ ต่างๆ ด้วยการประยุกต์ใช้ URL Builder

อยากรู้มั๊ยว่า เราลงทุนโฆษณาไปเป็นแสนเป็นล้านเนี่ย

สื่อไหน ได้ผล สื่อไหนไม่ได้ผล

เพื่อช่วยให้เราประหยัดเงินค่าโฆษณา หรือ ทำให้เลือก

ลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในครั้งต่อๆไป

Traffic Source คือ

เริ่มต้นด้วย อธิบาย เบื้องต้นก่อนว่า Traffic Source หรือแหล่งที่มา

ปกติที่เป็น default ของ Analytics นั้น มีอยู่ 3 ตัวครับ ได้แก่

Direct – การเข้าโดยพิมพ์ URL โดยตรง หรือ ผ่านทาง Bookmark

Referral– การเข้าโดยการอ้างอิงจากเว็บไซต์อื่น

Search – การเข้าผ่านทาง search engine แบ่งเป็น organic และ cpc

หลุดจาก 3 ตัวนี้ไปแล้ว ถ้าเราอยากวัดผลเพิ่มเติมทำได้ไหม?

เช่น อยาก วัพผลโฆษณาจาก หนังสือพิมพ์ จากป้าย จากวิทยุ จาก social media ที่ฮอตฮิต

อย่าง facebook, twitter ละ จะทำได้มั้ย และจะทำยังงัย?

คำตอบคือ เราก็สร้างตัวแปรขึ้นมาวัดผลเองเลยครับด้วย URL Builder

ซึ่งสามารถวัดได้ทุกสื่อที่เราจะทำเลย

ขั้นตอนการสร้าง URL Builder

http://support.google.com/analytics/answer/1033867?hl=en

เข้าไปที่ URL Builder เพื่อนๆ จะเห็นหน้าตาแบบรูปด้านล่าง

URL Builder temp

 

สิ่งที่จำเป็นต้องใส่มี 4 ส่วนครับ

  • Website URL ก็คือหน้าที่เราต้องการวัดผล
  • Campaign Medium สื่อที่ใช้ เช่น Banner, radio, social
  • Campaign Source ชนิดของสื่อ เช่น ถ้าสื่อคือ social ชนิดของสื่ออาจจะเป็น twitter, facebook
  • Campaign Name คือชื่อ campaign ของเราครับ

ผมจะลองทำ URL Builder เพื่อที่จะวัดผลตัวอย่าง

การโปรโมท link ของบทความนี้ ในสื่อ twitter, และ email

สมมติว่าผมใช้ระบบ email ของ getresponse

ดังนั้นเวลาที่ผมเซ็ตก็จะใส่ค่าต่างๆ ดังนี้ครับ

สื่อ Twitter

Campaign Medium : Social

Campaign Source :  Twitter

Campaign Name : url-builder-post

สื่อ email

Campaign Medium : email

Campaign Source :  getresponse

Campaign Name : url-builder-post

เมื่อเซ็ตเสร็จแล้วก็กด Generate ได้เลยครับ

ซึ่งจะเห็นว่า link ที่ได้จะยาวมาก เพื่อนๆ คงมีคำถามว่า แล้วใครจะไปจำได้?

วิธีแก้ ง่ายๆ ครับ เราก็นำไปทำ Redirect URL ถ้ายังต้องการให้คนจดจำแบรนด์ของเราอยู่

หรือถ้าไม่ซีเรียส เอาไปทำ Short URL ด้วยบริการฟรีๆ ต่างๆ อย่างเช่น bit.ly ได้เลยครับ

เทคนิคเล็กๆน้อยๆ ที่ทำให้คนอยากเข้าเว็บไซต์เรา แม้ว่า จะมี URL ที่ยาวกว่าเดิม

เราจะต้องทำให้เค้ารู้สึกว่า สินค้าหรือบริการที่เราเสนออยู่นี้ มัน Exclusive เฉพาะเค้าจริงๆ ครับ

อาจจะเป็น แจกส่วนลดพิเศษ หรือมี ข้อเสนอสุดพิเศษ บางอย่างที่ทำให้เค้าไม่อยากจะพลาดไป

ตัวอย่าง ผมทำธุรกิจเกี่ยวกับ เฟอนิเจอร์ไม้

แล้วจะลงโฆษณาใน website “prakard”

เว็บไซต์ผมคือ www.mydomain.com   หลังจากทำ URL Builder

และผ่านการทำ URL Redirect ก็จะกลายเป็นwww.mydomain.com/prakardpromotion

คำโฆษณาใน web ของผม คือ

รับส่วนลด 20% ทันที พิเศษสุดสำหรับ คุณผู้อ่าน web prakard เท่านั้น

สนใจคลิก link www.mydomain.com/prakard นี้เลย

ทีนี้เมื่อเราทำ URL ใหม่ที่มีการ track ทุกสื่อที่เราอยากจะวัดแล้ว

นำไปโปรโมท หรือโฆษณาซักพัก คำถามต่อไปก็คือว่า

เราจะดู Report ได้ในส่วนไหน?

ให้เข้าไปที่ Google Analytics >>>Acquisition

>>>All Traffic >>>Source/Medium

ก็จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของผู้เยี่ยมชม ที่มาจากแต่ละ แหล่งที่มามากขึ้น

หรือถ้าเรามีการกำหนดเป้าหมายไว้ เราก็สามารถทำ custom report

เพื่อดู ว่า สื่อไหนที่ ทำกำไรให้เรามากที่สุดครับ

สื่อไหนควรไปต่อ

ดังนั้น ทุกสิ้นเดือน ก็เพียงแค่มาตัดสินใจว่า เดือนต่อไป

เราจะเลือกลงทุนในสื่อไหนดี โดยดูจาก report แล้วก็ตัดสินใจจากงบที่ลงทุน

เทียบกับ Goal Completions ดังนั้นเราอาจจะตัดสื่อที่ไม่มีคุณภาพทิ้งไป หรือ

เพิ่มงบประมาณในสื่อที่มีคุณภาพให้มากขึ้น

เท่านี้ เราก็จะสามารถจัดการงบประมาณโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และค้นพบสื่อโฆษณาในฝันที่ลงเงินเท่าไร ก็มีแต่กำไรแล้วครับ

ลองนำไปประยุกต์ใช้กันดูนะครับ.